สัญญาและเอกสาร
ค่านายหน้าอสังหาฯ ได้เมื่อไหร่ ใครจ่าย และเรียกไม่ได้ตอนไหน
นายหน้ามีสิทธิได้ค่าบำเหน็จเมื่อสัญญาสำเร็จเพราะการชี้ช่องของตนเท่านั้น บทความนี้อธิบายจังหวะที่เรียกได้ เรียกไม่ได้ และข้อที่ทำให้เสียสิทธิ์
เผยแพร่ 10 กันยายน 2569 · โดยทีมงาน Propal

คำถามที่นายหน้าเจอบ่อยที่สุดไม่ใช่ "ค่าคอมกี่เปอร์เซ็นต์" แต่คือ "จะได้ค่าบำเหน็จเมื่อไร" คำตอบอยู่ในหลักกฎหมายข้อเดียวที่ควรเข้าใจให้แม่นตั้งแต่ก่อนรับงาน
หลักกฎหมายที่ตัดสินทุกกรณี
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 845 วางหลักว่า ผู้ที่ตกลงจะให้ค่าบำเหน็จแก่นายหน้าเพื่อชี้ช่องให้ได้เข้าทำสัญญา จะต้องรับผิดใช้ค่าบำเหน็จ ก็ต่อเมื่อสัญญานั้นได้ทำกันสำเร็จเนื่องแต่ผลแห่งการที่นายหน้าได้ชี้ช่องหรือจัดการนั้น
ประโยคนี้มีเงื่อนไขซ้อนกันสองชั้น และต้องครบทั้งสองชั้นถึงจะได้เงิน
ชั้นที่หนึ่ง — สัญญาต้องทำสำเร็จ พาไปดูสิบรอบ คุยจนดึก แต่ถ้าไม่มีการทำสัญญาเกิดขึ้น ก็ยังไม่มีสิทธิ์เรียกค่าบำเหน็จ
ชั้นที่สอง — ต้องสำเร็จ "เพราะ" การชี้ช่องของเรา ถ้าผู้ซื้อกับผู้ขายรู้จักกันเองอยู่แล้วและมาปิดกันเองโดยไม่เกี่ยวกับสิ่งที่เราทำ ความสำเร็จนั้นไม่ได้เกิดจากผลงานของเรา
กรณีที่ยังเรียกไม่ได้ แม้เซ็นสัญญากันแล้ว
มาตราเดียวกันระบุว่า หากสัญญาที่ทำกันไว้มีเงื่อนไขเป็นเงื่อนบังคับก่อน จะเรียกค่าบำเหน็จยังไม่ได้จนกว่าเงื่อนไขนั้นจะสำเร็จ
ในทางปฏิบัติเรื่องนี้เกิดบ่อยมากกับสัญญาจะซื้อจะขายที่ผูกกับการอนุมัติสินเชื่อ เช่น ระบุว่า "หากผู้จะซื้อกู้ไม่ผ่าน ให้สัญญาเป็นอันเลิกกัน" กรณีนี้แม้เซ็นสัญญาและวางมัดจำแล้ว หากธนาคารปฏิเสธสินเชื่อ เงื่อนไขไม่สำเร็จ สิทธิ์ในค่าบำเหน็จก็ยังไม่เกิด
สิ่งที่นายหน้าควรทำคือรู้ตั้งแต่วันเซ็นว่าสัญญานั้นมีเงื่อนไขบังคับก่อนหรือไม่ และวางแผนกระแสเงินสดของตัวเองตามความจริงข้อนั้น ไม่ใช่ตามวันเซ็นสัญญา
ค่าใช้จ่ายที่ออกไปก่อน เรียกคืนได้ไหม
มาตรา 845 ระบุชัดว่า นายหน้ามีสิทธิได้รับชดใช้ค่าใช้จ่ายที่ได้เสียไป ก็ต่อเมื่อได้ตกลงกันไว้เช่นนั้น
แปลว่าค่าถ่ายรูป ค่าโฆษณา ค่าน้ำมัน ค่าทำป้าย ที่ออกไปเองโดยไม่มีข้อตกลงล่วงหน้า ถือเป็นต้นทุนของนายหน้าเอง หากงานนั้นมีค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ ควรเขียนข้อตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายไว้ในสัญญาแต่งตั้งตั้งแต่ต้น แยกจากเรื่องค่าบำเหน็จ
ใครเป็นคนจ่าย
กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องเป็นฝ่ายใด ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้ตกลงจะให้ค่าบำเหน็จ ในตลาดที่อยู่อาศัยไทยโดยทั่วไปฝ่ายผู้ขายหรือผู้ให้เช่าเป็นผู้จ่าย แต่ข้อสำคัญคือ ต้องระบุให้ชัดในสัญญาแต่งตั้งว่าใครจ่าย จ่ายเท่าไร และจ่ายเมื่อไร เพราะเมื่อถึงวันโอนแล้วค่อยมาตกลงกัน จะกลายเป็นการเจรจาในจังหวะที่เราเสียเปรียบที่สุด
สิ่งที่ควรทำตั้งแต่วันแรกของทุกดีล
ทำสัญญาแต่งตั้งเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอ ระบุอัตราค่าบำเหน็จ ผู้จ่าย และจังหวะการจ่าย
ระบุให้ชัดว่าค่าบำเหน็จถึงกำหนดชำระ ณ วันจดทะเบียนโอน หรือวันใด
เก็บหลักฐานทุกครั้งที่ชี้ช่อง เช่น ใบพาชมที่ผู้สนใจลงชื่อ ข้อความนัดหมาย รายการส่งข้อมูลทรัพย์
ถ้าสัญญามีเงื่อนไขบังคับก่อน ให้บันทึกไว้ว่าคืออะไร และติดตามจนเงื่อนไขสำเร็จ
หลักฐานการชี้ช่องคือสิ่งที่ตัดสินคดีจริง ไม่ใช่ความรู้สึกว่าใครเหนื่อยกว่ากัน ระบบ Propal เก็บประวัติการพาชม การส่งทรัพย์ และสัญญาแต่งตั้งพร้อมลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ไว้ในที่เดียว เพื่อให้หลักฐานเหล่านี้อยู่ครบตอนที่จำเป็นต้องใช้



