สัญญาและเอกสาร
สัญญาจะซื้อจะขาย เงินมัดจำและเงื่อนไขที่ต้องรู้
สัญญาจะซื้อจะขายต่างจากสัญญาซื้อขายอย่างไร เงินมัดจำเท่าไร ริบได้เมื่อไร และควรระบุเงื่อนไขอะไรก่อนวันโอน
เผยแพร่ 29 สิงหาคม 2569 · โดยทีมงาน Propal

สัญญาจะซื้อจะขายคือข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่าย "รับปากว่าจะไปทำการซื้อขายและโอนกรรมสิทธิ์กันในอนาคต" กรรมสิทธิ์ยังไม่โอนจนกว่าจะไปจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน สัญญานี้จึงเป็นตัวล็อกดีลและกำหนดกติกาในช่วงก่อนโอน
ต่างจากสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดอย่างไร
สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดทำให้กรรมสิทธิ์โอนทันที ใช้กับสังหาริมทรัพย์ทั่วไป แต่อสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงจะสมบูรณ์ ระหว่างที่ยังไม่โอนจึงใช้ "สัญญาจะซื้อจะขาย" เป็นตัวผูกพัน
เงินมัดจำกับเงินดาวน์ต่างกัน
เงินมัดจำคือหลักประกันว่าจะทำสัญญาต่อ ถ้าผู้ซื้อผิดสัญญาไม่ไปโอน ผู้ขายมีสิทธิ์ริบเงินมัดจำได้ ถ้าผู้ขายผิดสัญญา ผู้ซื้อเรียกคืนเงินมัดจำได้สองเท่า ส่วนเงินดาวน์คือส่วนหนึ่งของราคาที่ชำระล่วงหน้า มัดจำในตลาดบ้านมือสองมักอยู่ที่หลักหมื่นถึงหลักแสนแล้วแต่มูลค่าทรัพย์
เงื่อนไขที่ควรระบุก่อนวันโอน
ควรระบุราคาซื้อขายเต็ม จำนวนที่ชำระแล้ว และยอดคงเหลือ ณ วันโอน · วันนัดโอนที่สำนักงานที่ดิน · ใครรับผิดชอบค่าธรรมเนียมและภาษีแต่ละรายการ · เงื่อนไขกรณีผู้ซื้อกู้ธนาคารไม่ผ่าน (คืนมัดจำหรือไม่) · สภาพทรัพย์ที่ส่งมอบ และภาระผูกพันที่ผู้ขายต้องปลดก่อนโอน เช่น จำนอง ผู้เช่า หรือภาษีที่ดินค้างชำระ
ตรวจอะไรก่อนวางมัดจำ
ขอดูโฉนดตัวจริงและตรวจสารบบที่สำนักงานที่ดินว่าชื่อเจ้าของตรงกับผู้ขาย มีการจำนอง อายัด หรือภาระจำยอมหรือไม่ ตรวจว่าเนื้อที่และผังตรงกับที่ประกาศ และสอบถามนิติบุคคล (กรณีคอนโด/หมู่บ้านจัดสรร) ว่ามีค่าส่วนกลางค้างชำระหรือไม่
ค่าใช้จ่ายวันโอนมีอะไรบ้าง
ค่าธรรมเนียมการโอน ภาษีธุรกิจเฉพาะหรืออากรแสตมป์ และภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กฎหมายไม่ได้บังคับว่าฝ่ายใดต้องจ่าย ทุกอย่างแล้วแต่ตกลงในสัญญา ควรคำนวณไว้ล่วงหน้าและระบุให้ชัด ไม่ควรไปตกลงกันหน้าสำนักงานที่ดิน
ลองประมาณค่าใช้จ่ายวันโอนได้ที่ เครื่องคำนวณค่าโอนที่ดิน และจัดทำสัญญาจะซื้อจะขายพร้อมลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ Propal



